รู้หรือไม่? นั่งทำงานทั้งวัน เสี่ยงเป็นเบาหวานไม่รู้ตัว

ไลฟ์สไตล์

 

การเปลี่ยนบ้านจะเป็นออฟฟิศชั่วคราว คือเรื่องที่มนุษย์เงินเดือนทั่วโลกเผชิญร่วมกันมากว่า 2 ปี จากการแพร่ระบาดอย่างหนักของโควิด-19 เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกรวมถึงบ้านเราในตอนนี้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลายบริษัทจึงพิจารณาให้พนักงานกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศอีกครั้ง บางบริษัทก็เสนอให้พนักงานเลือกได้เองว่า จะเข้าออฟฟิศกี่วัน หรือ Work from Home กี่วันก็ได้ ขอแค่ส่งงานครบตามกำหนดและมีประสิทธิภาพก็พอ
 

แต่ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนก็เจอมาไม่ต่างกันคือภาระงานที่หนัก ทำให้ต้องนั่งทำงานทั้งวันจนแทบไม่ได้ลุกไปไหน แล้วเชื่อไหม? นี่คือจุดเริ่มต้นของโรคเบาหวานโดยที่เราไม่รู้ตัว!
 

สำหรับใครที่งงว่า การทำงานหนักเกี่ยวกับเป็นโรคเบาหวานอย่างไร? ขอเล่าให้ฟังแบบนี้ การที่เรามีภาระงานอัดแน่นตลอดทั้งวัน  ไหนจะประชุมออนไลน์กับเพื่อนร่วมงาน ขายงานกับลูกค้า หรือบางวันก็มีงานด่วนแทรกเข้ามาจนไม่สามารถปลีกเวลาไปทำอย่างอื่นได้เลย โดยเฉพาะเรื่องการกินอาหารที่ถูกลดความสำคัญลง หลายคนกินอาหารไม่ตรงเวลา เลือกเมนูที่กินง่ายจนละเลยเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ หรือวันไหนรู้สึกเครียดก็สั่งของหวาน ขนม หรือของทอดมากินทั้งวัน วันไหนไม่ได้กินก็ไม่มีแรงทำงาน ทำบ่อย ๆ ก็กลายเป็นความชิน บวกกับไม่ค่อยได้ขยับตัว หรือไม่ออกกำลังกาย ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ในบรรดาโรคเบาหวานทั้ง 4 ชนิดนั้น มีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากที่สุด พบได้มากกว่าร้อยละ 90 ซึ่งเกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้อินซูลินที่เป็นตัวลดระดับน้ำตาลในเลือดทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม น้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มสูงขึ้น เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จึงเป็นบ่อเกิดของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยตัวการสำคัญของโรคเบาหวานชนิดนี้คือ พฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง
 

อาการแบบไหนที่บอกว่าเราเป็น ‘โรคเบาหวานชนิดที่ 2’

  • กระหายน้ำ รู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติ แต่น้ำหนักกลับลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • สายตาเริ่มพร่ามัว
  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
  • รู้สึกชาตามมือหรือเท้า เมื่อเป็นแผลมักหายช้ากว่าเดิม
  • ผู้ชายจะมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนเพศและสมรรถภาพทางเพศ
  • ผู้หญิงจะมีเชื้อราในช่องคลอด และตกขาวในปริมาณมาก
  • ไม่อยากเป็น ‘โรคเบาหวานชนิดที่ 2’ ต้องดูแลสุขภาพอย่างไร
     

การดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2
หัวใจหลักอยู่ที่การกินอาหารและการออกกำลังกาย ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  1. เลือกเมนูที่ถูกหลักโภชนาการ สารอาหารครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นโปรตีนให้มากขึ้น เช่น เนื้อไก่ ปลา ไข่ไก่ พืชตระกูลถั่ว เพิ่มผักและผลไม้หลายสีให้ได้ในทุกมื้อ โดยเฉพาะผลไม้ควรมีน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว อะโวคาโด แคนตาลูป ฯลฯ หากไม่จำเป็นต้องทำงานที่ออกแรงมาก สามารถลดปริมาณข้าว แป้ง และคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อได้ แนะนำให้กินข้าวไม่ขัดสีแทน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวไรซ์เบอร์รี
     
  2. ลดปริมาณของหวาน ของมัน ของทอดลง โดยอาจจะกำหนดปริมาณในแต่ละวันไปเลยก็ได้ เช่น ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า อย่างน้ำอัดลม น้ำหวาน กาแฟ หรือชานมไข่มุก ไม่เกินวันละ 1 แก้ว เป็นต้น
     
  3. พยายามกินอาหารให้เป็นเวลา แม้จะงานยุ่งแค่ไหนก็ควรจัดสรรเวลามากินอาหารให้ครบทุกมื้อ เพื่อให้ร่างกายไม่รู้สึกหิวโหยจนกินเยอะเกินในมื้อถัดไป
     
  4. ลุกจากโต๊ะทำงานมาขยับร่างกายบ้าง อาจจะเป็นการทำงานบ้าน เดินรอบบ้าน เดินไปดูต้นไม้เพื่อพักสายตา ถ้าเป็นไปได้ควรหาเวลาออกกำลังกายในแบบที่เราชอบอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ประมาณ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ อาจจะเป็นช่วงก่อนหรือหลังเลิกงานก็ได้ตามที่ถนัด
     
  5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะต่อร่างกาย ประมาณ 2 ลิตร/วัน
     
  6. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ประมาณ 6-8 ชม. เพราะการนอนดึกทำให้ฮอร์โมนคุมหิวอย่างเลฟตินและเกรลินทำงานได้ไม่ดี เราจึงมักรู้สึกหิวเวลาทำงานช่วงดึก ๆ นั่นเอง
     
  7. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำทุกปี และพยายามควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ไม่เกิน 100 มก./ดล.
     

ไม่ว่าจะนั่งทำงานที่ไหนก็เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้หากยังมีไลฟ์สไตล์แบบนี้อยู่ ลองนำเรื่องราวจากบทความนี้ไปปรับใช้กับตัวเองดู และหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ เพราะเรื่องเบาหวานไม่ควรเบาใจ ปล่อยไว้ปัญหาแน่นอน


ขอบคุณข้อมูลจาก

  • https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/941731 
  • https://www.thairath.co.th/news/local/2016183
  • https://www.amarintv.com/news/detail/86494
  • https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services-th/dm-and-endocrinology-center-th/item/1288.html 
  • https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/โรคเบาหวานชนิดที่-2/

ผู้สนับสนุนโครงการ